![]() |
| ทางขึ้นสู่อุโมงค์เขาน้ำค้าง อ.นาทวี จ.สงขลา |
![]() |
| เดินทางสู่เขาน้ำค้าง |
สายๆของวันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน 2555 ผมพร้อมด้วย ผอ.ณรงค์ และ แดง สุริยา ออกเดินทางจาก สวท.สงขลา ผ่านทางหาดใหญ่ คลองแงะ สะเดา โดยมีจุดหมายปลายทางที่โรงเรียนบ้านวังปรัง ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เพื่อดูสภาพของโรงเรียนล่วงหน้า ก่อนที่ทีมงานของ สวท.สงขลา มามอบหนังสือในโครงการหนังสือเพื่อน้อง หลังจากเดินทางมากว่า 70 กิโลเมตร กับเวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงตัวเมืองสะเดา รถของเราเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายเล็กๆ เพื่อมุ่งสู่อำเภอนาทวี โดยก่อนที่จะถึงโรงเรียนประมาณ 7 กิโลเมตร ด้านขวามือจะมีทางเลี้ยวไปยังอุโมงค์ปิยะมิตร หรืออุโมงค์เขาน้ำค้าง แต่ท่าน ผอ.ณรงค์ บอกว่าเราน่าจะไปดูที่โรงเรียนก่อนแล้วค่อยแวะมาเที่ยวที่อุโมงค์ ตกลงตามนั้นเราจึงไปที่โรงเรียนแต่วันนี้ครูและนักเรียนปิดเรียนไปกว่าครึ่งเพราะส่วนหนึ่งเดินทางไปทัศนศึกษาและมีกิจกรรมด้านวิชาการที่จังหวัดภูเก็ต พบเพียงครูผู้หญิงอายุประมาณ 50 เศษๆ กับนักเรียน 4-5 คน ในโรงเรียน ท่าน ผอ.จึงได้ซักถามประวัติและจำนวนนักเรียน ผมเองก็เดินถ่ายรูปเพลินเลยลืมจดชื่อครูผู้หญิงท่านนี้ไว้ เป็นจังหวะพอดีที่รถไอติมผ่านมา ผอ.เลยเลี้ยงไอติมเด็กๆ ก่อนที่เราจะไปหาข้าวกินที่ร้านหน้าโรงเรียน (มีร้านข้าแกงอยู่ร้านเดียว) กินข้าวเที่ยงเสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ สามหนุ่มต่างวัยเลยชวนกันขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้ากลับโดยไม่ลืมแวะอุโมงค์เขาน้ำค้าง
![]() |
| คุณครูผู้หญิงที่โรงเรียนบ้านวังปรัง ต.คลองกวาง อ.นาทวี จ.สงขลา ปั่นจักรยานมาดูเด็กๆในโรงเรียน |
ขับรถออกมาจากร้านข้างแกงท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาพักใหญ่ เราก็มาถึงอุโมงค์ปิยะมิตร หรืออุโมงค์เขาน้ำค้าง ครั้งแรกที่ได้สัมผัสภูมิประเทศ ผมรู้สึกถึงชัยภูมิที่ได้เปรียบในที่ตั้ง เพราะตรงนี้ล้อมรอบไปด้วยหุบเขา ป่ารกทึบขนาดปัจจุบันถูกถางให้เป็นสวนยางและสวนผลไม้ ก็ยังรู้สึกถึงความอุดมของผืนป่า ข้างทางขวามือเป็นรูปของอนุสรณ์สถาน ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียชีวิตระหว่างการสู้รบกับรัฐบาลมาเลเซีย เสียดายที่ภาพนี้ในกล้องผมไม่มี (แต่ในกล้องของ ผอ.ณรงค์ น่าจะมี)
และแล้วรถก็มาจอดที่บริเวณลานจอดรถซึ่งเขาสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งวันนี้มีเพียงพวกเราสามคนเท่านั้นที่มาเที่ยว โดยจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ซึ่งคาดว่าจะเป็นลูกๆหลานๆ ของสมาชิกพรรคฯ เพราะสามารถพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วกว่าภาษาไทย ก็ได้บอกกับเราว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยมาก เพราะกลัวข่าวคราวเรื่องราวของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้คนที่นี่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง ทั้งๆที่ในพื้นที่แถบๆนี้แทบจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลย
![]() |
| เจ้าหน้าที่ของอุโมงค์ที่คอยเก็บค่าบำรุงรักษาซึีงวันนี้คาดว่าน่าจะได้สัก 90 บาท (คนละ 30 บาท) |
ผอ.ณรงค์ ซึ่งค่อนข้างที่จะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เพราะเคยมาท่องเที่ยว และนำเรื่องกลับไปเขียนในเว็บไซต์ส่วตัวและนำไปจัดรายการวิทยุ (สนใจคลิ๊กเข้าไปชมได้ที่ http://narongthai.com) รับเป็นเจ้าภาพจ่ายตังค์ค่าบัตรเข้าชมและอาสาพาพวกเราเดินขึ้นอุโมงค์เขาน้ำค้าง เพื่อเยี่ยมชมห้องต่างๆ โดยก่อนที่จะเดินขึ้นบังเอิญได้เจอกับอดีตสหายหัวหน้าหน่วยรบชื่อจีนๆ (ต้องขออภัยที่ผมจำชื่อไม่ได้ด้วยความที่ไม่สันทัดภาษาจีนและไม่ได้ถือสมุดบันทึกประจำตัวไปด้วย) จึงได้ทักทายโอภาปราศัยก่อนที่่จะเดินเยี่ยมชม ซึ่งเราต้องผ่านห้องพิพิธภัณฑ์ที่เจ้าหน้าที่เขาจัดไว้ก่อน โดยจะมีเครื่องใช้ไม้สอย ภาพถ่ายขณะทำการสู้รบ รวมทั้งอาวุธชนิดต่างๆซึ่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร เช่น จากจีน เวียดนาม รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และที่จัดทำประกอบขึ้นมาใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน วัตถุระเบิดทั้งแบบขว้าง แบบเหยียบ โดยทำมาจากวัสดุที่หาได้รอบตัวเช่นท่อพีวีซี ท่อแป็บ รวมทั้งระบบการหน่วงเวลาให้ระเบิดทำงาน ผมเองยังสงสัยเลยว่ามันช่างเหมือนกับระเบิดที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราใช้ในตอนนี้ซะจริง
ประวัติความเป็นมาของอุโมงค์เขาน้ำค้าง เขียนโดย ยี่ซิง แซ่เหลียง
ก่อนเดินเข้าไปชมภายในอุโมงค์เขาน้ำค้าง ผมสังเกตุเห็นเรื่องราวประวัติความเป็นมาและการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เขียนโดยคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง หนึ่งในสมาชิกพรรคฯ โดยมีการนำมาขยายติดไว้ให้ผู้ที่สนใจได้อ่าน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าเสียดายหากละเลยไม่นำเรื่องราวเหล่านี้มาเขียนด้วย ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตถือวิสาสะ นำเรื่องราวของคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง มาให้ท่านอ่านดังนนี้ครับ
"เขาน้ำค้างเป็นเขาที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลสองพันกว่าฟุต บนเขานี้ตั้งตระหง่านตาอยู่บันเทือกเขาป่าชายแดนไทย - มาเลเซีย ทุกๆเช้าน้ำค้างจะเกาะติด เกาะเต็มบนใบไม้ป่าเขาตลอดทั้งปี ยามฟ้าสางหยาดน้ำจะเกาะติดเกาะเต็มป่าเขาไปทั่ว เมื่อยามแสงอรุโณทัยส่องแสงเข้ามา หยาดน้ำค้างบนใบไม้ป่าเขาจะสะท้อนเปล่งแสงแวววาว พร่างพราวและจะโปรงแสงทัศนียภาพบนป่าเขาอย่างมหัศจรรย์เหลือเกินมากๆ เลยได้นามอันลือชื่อ ที่ได้ชื่อว่า "เขาน้ำค้าง" ภายในบนเขาน้ำค้างนี้มีค่ายทหารอยู่บนเขานี้ค่ายหนึ่ง ภายในค่ายทหารนี้ได้ขุดเจาะขยายให้มีอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ กว้าง ลึก และลึกลับอีกด้วยอุโมงค์หนึ่งนั้นก็คืออดีตกรมที่ 8 ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาได้ต่อสู้ด้วยสงครามจรยุทธ เมื่อ 40 ปีก่อนโน้น อุโมงค์นี้จึงมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เพื่อเปิดฉากทางประวัติศาตร์อันลึกลับบนเขาน้ำค้างนี้ ขอให้พวกเราก้าวตามเข้ามาและทำความเข้าใจในระยะเวลาประวัติศาสตร์อันลึกลับนี้ พอถึง พ.ศ.2437 (ค.ศ.1930) พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ได้ก่อตั้งสถาปนาขึ้น ที่อำเภอกัวลาปีลา รัฐเซมบิลัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2473 (ค.ศ.1930) ในระยะเวลานั้นประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ท่านโฮจิมิน ได้ดำเนินการจัดพิธีเปิดงานฉลอง ในปี พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935)ไส้ศึกไลเทอะได้ทำการจาระกรรมสากลให้แก่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ทำตัวโอ้อวดเป็นตัวแทนองค์การคอมมิวนิสต์สากล โดยแทรกเข้าภายในพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาและได้ครอบงำอำนาจผู้นำที่สูงสุด คือเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เมื่อ พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)
ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 (ค.ศ.1941) กองทัพรุกรานฟาสซิสต์ญี่ปุ่น ได้บุกรุกเข้ามาทางฝั่งจังหวัดสงขลา ทางใต้ของไทยและได้ขึ้นบนฝั่งหาดทรายกูตาบารู รัฐเกลันดาน ของมาลายาเพื่อก่อสงครามบุกรุกแหลมมาลายู ระยะเวลานั้นประเทศมาลายาได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ผู้บัญชาการใหญ่ พลโท โตโมยูกิ ยามาชิต้า (Tomoyuki Yamashita) ของญี่ปุ่นเป็นผู้บัญชาการวางแผนยุทธการบุกโจมตีมาลายาอย่างองอาจ ห้าวหาญ ทั้งใช้อำนาจบาตรใหญ่และเที่ยวรังแกระรานคน เพียงใช้ระยะเวลาเพียง 69 วัน ก็บุกราบกองทัพพันธมิตรอังกฤษอย่างง่ายดายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 (ค.ศ.1942) ประเทศมาลายารวมทั้งเกาะสิงคโปร์ตกอยู่ในสภาพตกอับ ในที่สุดได้ถูกข้าศึกยึดพื้นที่หมดทั่วประเทศ เนื่องด้วยกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพพันธมิตรอังกฤษ พลโท เบอร์ซิวาล (Percival Lt.General Arthur E) นำทัพทหารจำนวหนึ่งแสนนายชักธงขาวมอบตัวยอมจำนนต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นฉากที่จารึกไว้อย่างอัปยศอดสูขายหน้าที่สุดในทางประวัติศาสตร์ที่ทำสงครามแบบไร้สู้รบเลยของกองทัพอังกฤษ
(สามารถอ่านต่อได้ตอนหน้า)
![]() |
| ภาพถ่ายการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งระเบิด ปืน และกระสุน |
ก่อนเดินเข้าไปชมภายในอุโมงค์เขาน้ำค้าง ผมสังเกตุเห็นเรื่องราวประวัติความเป็นมาและการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เขียนโดยคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง หนึ่งในสมาชิกพรรคฯ โดยมีการนำมาขยายติดไว้ให้ผู้ที่สนใจได้อ่าน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าเสียดายหากละเลยไม่นำเรื่องราวเหล่านี้มาเขียนด้วย ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตถือวิสาสะ นำเรื่องราวของคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง มาให้ท่านอ่านดังนนี้ครับ
![]() |
| ประวัติอุโมงค์เขาน้ำค้าง ที่เขียนโดยคุณยี่ซิง แซ่เหลียง |
เพื่อเปิดฉากทางประวัติศาตร์อันลึกลับบนเขาน้ำค้างนี้ ขอให้พวกเราก้าวตามเข้ามาและทำความเข้าใจในระยะเวลาประวัติศาสตร์อันลึกลับนี้ พอถึง พ.ศ.2437 (ค.ศ.1930) พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ได้ก่อตั้งสถาปนาขึ้น ที่อำเภอกัวลาปีลา รัฐเซมบิลัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2473 (ค.ศ.1930) ในระยะเวลานั้นประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ท่านโฮจิมิน ได้ดำเนินการจัดพิธีเปิดงานฉลอง ในปี พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935)ไส้ศึกไลเทอะได้ทำการจาระกรรมสากลให้แก่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ทำตัวโอ้อวดเป็นตัวแทนองค์การคอมมิวนิสต์สากล โดยแทรกเข้าภายในพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาและได้ครอบงำอำนาจผู้นำที่สูงสุด คือเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เมื่อ พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)
ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 (ค.ศ.1941) กองทัพรุกรานฟาสซิสต์ญี่ปุ่น ได้บุกรุกเข้ามาทางฝั่งจังหวัดสงขลา ทางใต้ของไทยและได้ขึ้นบนฝั่งหาดทรายกูตาบารู รัฐเกลันดาน ของมาลายาเพื่อก่อสงครามบุกรุกแหลมมาลายู ระยะเวลานั้นประเทศมาลายาได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ผู้บัญชาการใหญ่ พลโท โตโมยูกิ ยามาชิต้า (Tomoyuki Yamashita) ของญี่ปุ่นเป็นผู้บัญชาการวางแผนยุทธการบุกโจมตีมาลายาอย่างองอาจ ห้าวหาญ ทั้งใช้อำนาจบาตรใหญ่และเที่ยวรังแกระรานคน เพียงใช้ระยะเวลาเพียง 69 วัน ก็บุกราบกองทัพพันธมิตรอังกฤษอย่างง่ายดายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 (ค.ศ.1942) ประเทศมาลายารวมทั้งเกาะสิงคโปร์ตกอยู่ในสภาพตกอับ ในที่สุดได้ถูกข้าศึกยึดพื้นที่หมดทั่วประเทศ เนื่องด้วยกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพพันธมิตรอังกฤษ พลโท เบอร์ซิวาล (Percival Lt.General Arthur E) นำทัพทหารจำนวหนึ่งแสนนายชักธงขาวมอบตัวยอมจำนนต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นฉากที่จารึกไว้อย่างอัปยศอดสูขายหน้าที่สุดในทางประวัติศาสตร์ที่ทำสงครามแบบไร้สู้รบเลยของกองทัพอังกฤษ
(สามารถอ่านต่อได้ตอนหน้า)








