เก็บข่าวมาเล่าเรื่อง
นำเสนอเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆที่ได้ผ่านไปพบเห็น หรือเรื่องราวดีดีมีประโยชน์มาแบ่งปันกัน
วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
สวนป้าจวนที่ม่วงงาม
![]() |
ผืนแผ่นดินทำกินที่ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จนสามารถสร้างรายได้อย่างงดงามแก่ป้ารัญจวน แก้วจินดา |
บ่ายสองโมงวันนี้(3 ม.ค.56) ผมมีนัดกับทางวิทยาลัยชุมชนสงขลา โดยน้องโอ๋ ซึ่งเคยฝึกงานที่ช่อง 11 เมื่อหลายปีมาแล้ว เพื่อสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยความขยันขันแข็งเป็นตัวอย่างแก่เด็กๆรุ่นหลังๆที่น่าจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยนัดเจอกันที่บริเวณสี่แยกม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านของป้ารัญจวน แก้วจินดา หรือ ป้าจวน อายุ 58 ปี ชาวบ้านม่วงพุ่ม ตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร ท่ามกลางสายฝนหลังปีใหม่ที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก่อนที่จะซาเม็ดลงเหมือนอยากให้เราได้ทำงาน โดยครั้งแรกเรากะว่าจะลงไปในพื้นที่สวน และไร่นา เพื่อชมพร้อมสัมภาษณ์กันในท้องนาเลย แต่ป้าจวนบอกว่า "อย่าเลยลูกมันทุลักทะเลมากหากจะลงไปวันนี้ เพราะฝนที่ตกลงมากว่าหนึ่งอาทิตย์ทำให้น้ำท่วมนาและพืชผัก เราคุยกันที่ขนำตรงนี้ก็ได้" ป้าจวนบอก คณะของเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่า โอเค. (เพราะจริงอย่างที่ป้าว่า) ก่อนที่เราจะเดินไปยังขนำข้างบ้านของ อ.มานพ คงยะฤทธิ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนสงขลา ที่อยู่ใกล้ๆกับที่นาของป้าจวน และหลังจากที่นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระเสร็จ ผมจึงเริ่มถามถึงความเป็นมาในการทำอาชีพเกษตรของป้า
ป้าจวนเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรอย่างไรครับ? ผมถามแบบตรงๆ : ป้าจวนหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า "พื้นที่แถบๆนี้(คาบสมุทรสทิงพระ) เขาทำนามาตั้งแต่ในอดีตสลับกับบางครอบครัวที่ทำประมงเพราะความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งเกิดกระแสการพัฒนามีการทำเกษตรและอุตสาหกรรมจากนายทุนเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เลี้ยงกุ้งกันจนทำนาไม่ได้เพราะน้ำเค็ม น้ำกร่อยที่ปล่อยออกมาจากนากุ้ง ทำให้พืชข้าว เรือกสวนไร่นาเฉาตายหมด ชาวบ้านจึงทิ้งไร่ทิ้งนาปล่อยให้เป็นนาร้าง หลายคนหันไปเป็นลูกจ้างในโรงงานหรือเฝ้านากุ้ง หลายคนก็ขายที่ดิน แต่ป้าก็ยังคงทำนาแม้ว่าจะเสี่ยงที่จะขาดทุนเพราะค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง จนกระทั่งประมาณปี 2541 หน่วยงานราชการได้ลงมาให้ความรู้และให้ความช่วยเหลือนำเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และการทำเกษตรโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือเกษตรอินทรีย์ มาให้ชาวบ้านลองทำลองปฏิบัติ ป้าจึงเริ่มลงมือทำโดยเริ่มจากพื้นที่ไม่กี่ไร่ ซึ่งครั้งแรกก็ยังไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง แต่หลังจากปีแรกผ่านไปป้าจึงเริ่มเข้าใจว่าเกษตรอินทรีย์มันคืออะไร และช่วยลดต้นทุนสร้างความเป็นอยู่เพิ่มรายได้ให้เราอย่างไร จากนั้นเพื่อนๆบ้านคนอื่นๆจึ่งค่อยๆมาเรียนรู้และทำตามจนขณะนี้จึงขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ"
ถามจริงๆครับ ตอนนี้รายได้เป็นอย่างไรบ้าง?(ดีไหม) : หลังจากที่ได้เรียนรู้ในเรื่องของเกษตรประณีตหรือเศรษฐกิจพอเพียงป้าจะไม่คิดในส่วนของรายได้เป็นหลัก โดยพืชผักที่เราปลูกได้ใครอยากได้มาขอแบ่ง ก็ให้ไปเขามีอะไรเขาก็มาแบ่งปันเรา ในหนึ่งวันถ้าป้าไม่ซื้อเนื้อหมูป้าแทบจะไม่ต้องใช้เงินเลย เพราะทุกอย่างในสวนเรามีทั้งหมด ทั้งข้าว พืชผัก ปลา แต่ถ้าถามว่าวันหนึ่งๆมีรายได้วันละเท่าไหร่ ก็พอจะบอกได้ว่าในแต่ละเช้าป้าเก็บผักที่ปลูกไว้ไม่ว่าจะเป็นโหรพา กะเพรา ขิงข่า ตะไคร้ ขายก็ตกวันละประมาณสี่ถึงห้าร้อยบาท ที่สำคัญผักพวกนี้ไม่ต้องดูแลอะไรมากแค่รดน้ำก็โตขายได้เงินแล้ว ที่สำคัญไม่ต้องลงทุนอะไรด้วย นี่คือรายได้ในแต่ละวัน
แล้วอย่างอื่นล่ะ? ผมถามต่อ : นอกจากนั้นก็จะขายพืชผลไม้ตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นมะนาวที่ปลูกไว้กว่า 400 ต้น มะม่วง กล้วย รวมทั้งปลาในบ่อด้วย ป้าจวนตอบอย่างยิ้ม
โอ้โห ถ้าอย่างนั้นปีหนึ่งๆ ก็หลายแสนสิครับ? : ป้าจวนหัวเราะพร้อมกับบอกว่าไม่ตอบได้ไหม ผมเลยบอกว่าได้ครับ (สงสัยป้าจวนกลัวผมยืมตังค์)
(ติดตามตอนต่อไป)
วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555
อุโมงค์เขาน้ำค้างนาทวี
![]() |
| ทางขึ้นสู่อุโมงค์เขาน้ำค้าง อ.นาทวี จ.สงขลา |
![]() |
| เดินทางสู่เขาน้ำค้าง |
สายๆของวันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน 2555 ผมพร้อมด้วย ผอ.ณรงค์ และ แดง สุริยา ออกเดินทางจาก สวท.สงขลา ผ่านทางหาดใหญ่ คลองแงะ สะเดา โดยมีจุดหมายปลายทางที่โรงเรียนบ้านวังปรัง ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เพื่อดูสภาพของโรงเรียนล่วงหน้า ก่อนที่ทีมงานของ สวท.สงขลา มามอบหนังสือในโครงการหนังสือเพื่อน้อง หลังจากเดินทางมากว่า 70 กิโลเมตร กับเวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงตัวเมืองสะเดา รถของเราเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายเล็กๆ เพื่อมุ่งสู่อำเภอนาทวี โดยก่อนที่จะถึงโรงเรียนประมาณ 7 กิโลเมตร ด้านขวามือจะมีทางเลี้ยวไปยังอุโมงค์ปิยะมิตร หรืออุโมงค์เขาน้ำค้าง แต่ท่าน ผอ.ณรงค์ บอกว่าเราน่าจะไปดูที่โรงเรียนก่อนแล้วค่อยแวะมาเที่ยวที่อุโมงค์ ตกลงตามนั้นเราจึงไปที่โรงเรียนแต่วันนี้ครูและนักเรียนปิดเรียนไปกว่าครึ่งเพราะส่วนหนึ่งเดินทางไปทัศนศึกษาและมีกิจกรรมด้านวิชาการที่จังหวัดภูเก็ต พบเพียงครูผู้หญิงอายุประมาณ 50 เศษๆ กับนักเรียน 4-5 คน ในโรงเรียน ท่าน ผอ.จึงได้ซักถามประวัติและจำนวนนักเรียน ผมเองก็เดินถ่ายรูปเพลินเลยลืมจดชื่อครูผู้หญิงท่านนี้ไว้ เป็นจังหวะพอดีที่รถไอติมผ่านมา ผอ.เลยเลี้ยงไอติมเด็กๆ ก่อนที่เราจะไปหาข้าวกินที่ร้านหน้าโรงเรียน (มีร้านข้าแกงอยู่ร้านเดียว) กินข้าวเที่ยงเสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ สามหนุ่มต่างวัยเลยชวนกันขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้ากลับโดยไม่ลืมแวะอุโมงค์เขาน้ำค้าง
![]() |
| คุณครูผู้หญิงที่โรงเรียนบ้านวังปรัง ต.คลองกวาง อ.นาทวี จ.สงขลา ปั่นจักรยานมาดูเด็กๆในโรงเรียน |
ขับรถออกมาจากร้านข้างแกงท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาพักใหญ่ เราก็มาถึงอุโมงค์ปิยะมิตร หรืออุโมงค์เขาน้ำค้าง ครั้งแรกที่ได้สัมผัสภูมิประเทศ ผมรู้สึกถึงชัยภูมิที่ได้เปรียบในที่ตั้ง เพราะตรงนี้ล้อมรอบไปด้วยหุบเขา ป่ารกทึบขนาดปัจจุบันถูกถางให้เป็นสวนยางและสวนผลไม้ ก็ยังรู้สึกถึงความอุดมของผืนป่า ข้างทางขวามือเป็นรูปของอนุสรณ์สถาน ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียชีวิตระหว่างการสู้รบกับรัฐบาลมาเลเซีย เสียดายที่ภาพนี้ในกล้องผมไม่มี (แต่ในกล้องของ ผอ.ณรงค์ น่าจะมี)
และแล้วรถก็มาจอดที่บริเวณลานจอดรถซึ่งเขาสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งวันนี้มีเพียงพวกเราสามคนเท่านั้นที่มาเที่ยว โดยจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ซึ่งคาดว่าจะเป็นลูกๆหลานๆ ของสมาชิกพรรคฯ เพราะสามารถพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วกว่าภาษาไทย ก็ได้บอกกับเราว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยมาก เพราะกลัวข่าวคราวเรื่องราวของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้คนที่นี่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง ทั้งๆที่ในพื้นที่แถบๆนี้แทบจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลย
![]() |
| เจ้าหน้าที่ของอุโมงค์ที่คอยเก็บค่าบำรุงรักษาซึีงวันนี้คาดว่าน่าจะได้สัก 90 บาท (คนละ 30 บาท) |
ผอ.ณรงค์ ซึ่งค่อนข้างที่จะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เพราะเคยมาท่องเที่ยว และนำเรื่องกลับไปเขียนในเว็บไซต์ส่วตัวและนำไปจัดรายการวิทยุ (สนใจคลิ๊กเข้าไปชมได้ที่ http://narongthai.com) รับเป็นเจ้าภาพจ่ายตังค์ค่าบัตรเข้าชมและอาสาพาพวกเราเดินขึ้นอุโมงค์เขาน้ำค้าง เพื่อเยี่ยมชมห้องต่างๆ โดยก่อนที่จะเดินขึ้นบังเอิญได้เจอกับอดีตสหายหัวหน้าหน่วยรบชื่อจีนๆ (ต้องขออภัยที่ผมจำชื่อไม่ได้ด้วยความที่ไม่สันทัดภาษาจีนและไม่ได้ถือสมุดบันทึกประจำตัวไปด้วย) จึงได้ทักทายโอภาปราศัยก่อนที่่จะเดินเยี่ยมชม ซึ่งเราต้องผ่านห้องพิพิธภัณฑ์ที่เจ้าหน้าที่เขาจัดไว้ก่อน โดยจะมีเครื่องใช้ไม้สอย ภาพถ่ายขณะทำการสู้รบ รวมทั้งอาวุธชนิดต่างๆซึ่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร เช่น จากจีน เวียดนาม รวมถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และที่จัดทำประกอบขึ้นมาใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน วัตถุระเบิดทั้งแบบขว้าง แบบเหยียบ โดยทำมาจากวัสดุที่หาได้รอบตัวเช่นท่อพีวีซี ท่อแป็บ รวมทั้งระบบการหน่วงเวลาให้ระเบิดทำงาน ผมเองยังสงสัยเลยว่ามันช่างเหมือนกับระเบิดที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราใช้ในตอนนี้ซะจริง
ประวัติความเป็นมาของอุโมงค์เขาน้ำค้าง เขียนโดย ยี่ซิง แซ่เหลียง
ก่อนเดินเข้าไปชมภายในอุโมงค์เขาน้ำค้าง ผมสังเกตุเห็นเรื่องราวประวัติความเป็นมาและการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เขียนโดยคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง หนึ่งในสมาชิกพรรคฯ โดยมีการนำมาขยายติดไว้ให้ผู้ที่สนใจได้อ่าน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าเสียดายหากละเลยไม่นำเรื่องราวเหล่านี้มาเขียนด้วย ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตถือวิสาสะ นำเรื่องราวของคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง มาให้ท่านอ่านดังนนี้ครับ
"เขาน้ำค้างเป็นเขาที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลสองพันกว่าฟุต บนเขานี้ตั้งตระหง่านตาอยู่บันเทือกเขาป่าชายแดนไทย - มาเลเซีย ทุกๆเช้าน้ำค้างจะเกาะติด เกาะเต็มบนใบไม้ป่าเขาตลอดทั้งปี ยามฟ้าสางหยาดน้ำจะเกาะติดเกาะเต็มป่าเขาไปทั่ว เมื่อยามแสงอรุโณทัยส่องแสงเข้ามา หยาดน้ำค้างบนใบไม้ป่าเขาจะสะท้อนเปล่งแสงแวววาว พร่างพราวและจะโปรงแสงทัศนียภาพบนป่าเขาอย่างมหัศจรรย์เหลือเกินมากๆ เลยได้นามอันลือชื่อ ที่ได้ชื่อว่า "เขาน้ำค้าง" ภายในบนเขาน้ำค้างนี้มีค่ายทหารอยู่บนเขานี้ค่ายหนึ่ง ภายในค่ายทหารนี้ได้ขุดเจาะขยายให้มีอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ กว้าง ลึก และลึกลับอีกด้วยอุโมงค์หนึ่งนั้นก็คืออดีตกรมที่ 8 ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาได้ต่อสู้ด้วยสงครามจรยุทธ เมื่อ 40 ปีก่อนโน้น อุโมงค์นี้จึงมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เพื่อเปิดฉากทางประวัติศาตร์อันลึกลับบนเขาน้ำค้างนี้ ขอให้พวกเราก้าวตามเข้ามาและทำความเข้าใจในระยะเวลาประวัติศาสตร์อันลึกลับนี้ พอถึง พ.ศ.2437 (ค.ศ.1930) พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ได้ก่อตั้งสถาปนาขึ้น ที่อำเภอกัวลาปีลา รัฐเซมบิลัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2473 (ค.ศ.1930) ในระยะเวลานั้นประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ท่านโฮจิมิน ได้ดำเนินการจัดพิธีเปิดงานฉลอง ในปี พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935)ไส้ศึกไลเทอะได้ทำการจาระกรรมสากลให้แก่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ทำตัวโอ้อวดเป็นตัวแทนองค์การคอมมิวนิสต์สากล โดยแทรกเข้าภายในพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาและได้ครอบงำอำนาจผู้นำที่สูงสุด คือเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เมื่อ พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)
ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 (ค.ศ.1941) กองทัพรุกรานฟาสซิสต์ญี่ปุ่น ได้บุกรุกเข้ามาทางฝั่งจังหวัดสงขลา ทางใต้ของไทยและได้ขึ้นบนฝั่งหาดทรายกูตาบารู รัฐเกลันดาน ของมาลายาเพื่อก่อสงครามบุกรุกแหลมมาลายู ระยะเวลานั้นประเทศมาลายาได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ผู้บัญชาการใหญ่ พลโท โตโมยูกิ ยามาชิต้า (Tomoyuki Yamashita) ของญี่ปุ่นเป็นผู้บัญชาการวางแผนยุทธการบุกโจมตีมาลายาอย่างองอาจ ห้าวหาญ ทั้งใช้อำนาจบาตรใหญ่และเที่ยวรังแกระรานคน เพียงใช้ระยะเวลาเพียง 69 วัน ก็บุกราบกองทัพพันธมิตรอังกฤษอย่างง่ายดายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 (ค.ศ.1942) ประเทศมาลายารวมทั้งเกาะสิงคโปร์ตกอยู่ในสภาพตกอับ ในที่สุดได้ถูกข้าศึกยึดพื้นที่หมดทั่วประเทศ เนื่องด้วยกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพพันธมิตรอังกฤษ พลโท เบอร์ซิวาล (Percival Lt.General Arthur E) นำทัพทหารจำนวหนึ่งแสนนายชักธงขาวมอบตัวยอมจำนนต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นฉากที่จารึกไว้อย่างอัปยศอดสูขายหน้าที่สุดในทางประวัติศาสตร์ที่ทำสงครามแบบไร้สู้รบเลยของกองทัพอังกฤษ
(สามารถอ่านต่อได้ตอนหน้า)
![]() |
| ภาพถ่ายการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งระเบิด ปืน และกระสุน |
ก่อนเดินเข้าไปชมภายในอุโมงค์เขาน้ำค้าง ผมสังเกตุเห็นเรื่องราวประวัติความเป็นมาและการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เขียนโดยคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง หนึ่งในสมาชิกพรรคฯ โดยมีการนำมาขยายติดไว้ให้ผู้ที่สนใจได้อ่าน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าเสียดายหากละเลยไม่นำเรื่องราวเหล่านี้มาเขียนด้วย ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตถือวิสาสะ นำเรื่องราวของคุณ ยี่ซิง แซ่เหลียง มาให้ท่านอ่านดังนนี้ครับ
![]() |
| ประวัติอุโมงค์เขาน้ำค้าง ที่เขียนโดยคุณยี่ซิง แซ่เหลียง |
เพื่อเปิดฉากทางประวัติศาตร์อันลึกลับบนเขาน้ำค้างนี้ ขอให้พวกเราก้าวตามเข้ามาและทำความเข้าใจในระยะเวลาประวัติศาสตร์อันลึกลับนี้ พอถึง พ.ศ.2437 (ค.ศ.1930) พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ได้ก่อตั้งสถาปนาขึ้น ที่อำเภอกัวลาปีลา รัฐเซมบิลัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2473 (ค.ศ.1930) ในระยะเวลานั้นประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ท่านโฮจิมิน ได้ดำเนินการจัดพิธีเปิดงานฉลอง ในปี พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935)ไส้ศึกไลเทอะได้ทำการจาระกรรมสากลให้แก่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ทำตัวโอ้อวดเป็นตัวแทนองค์การคอมมิวนิสต์สากล โดยแทรกเข้าภายในพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาและได้ครอบงำอำนาจผู้นำที่สูงสุด คือเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เมื่อ พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)
ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 (ค.ศ.1941) กองทัพรุกรานฟาสซิสต์ญี่ปุ่น ได้บุกรุกเข้ามาทางฝั่งจังหวัดสงขลา ทางใต้ของไทยและได้ขึ้นบนฝั่งหาดทรายกูตาบารู รัฐเกลันดาน ของมาลายาเพื่อก่อสงครามบุกรุกแหลมมาลายู ระยะเวลานั้นประเทศมาลายาได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ผู้บัญชาการใหญ่ พลโท โตโมยูกิ ยามาชิต้า (Tomoyuki Yamashita) ของญี่ปุ่นเป็นผู้บัญชาการวางแผนยุทธการบุกโจมตีมาลายาอย่างองอาจ ห้าวหาญ ทั้งใช้อำนาจบาตรใหญ่และเที่ยวรังแกระรานคน เพียงใช้ระยะเวลาเพียง 69 วัน ก็บุกราบกองทัพพันธมิตรอังกฤษอย่างง่ายดายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 (ค.ศ.1942) ประเทศมาลายารวมทั้งเกาะสิงคโปร์ตกอยู่ในสภาพตกอับ ในที่สุดได้ถูกข้าศึกยึดพื้นที่หมดทั่วประเทศ เนื่องด้วยกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพพันธมิตรอังกฤษ พลโท เบอร์ซิวาล (Percival Lt.General Arthur E) นำทัพทหารจำนวหนึ่งแสนนายชักธงขาวมอบตัวยอมจำนนต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นฉากที่จารึกไว้อย่างอัปยศอดสูขายหน้าที่สุดในทางประวัติศาสตร์ที่ทำสงครามแบบไร้สู้รบเลยของกองทัพอังกฤษ
(สามารถอ่านต่อได้ตอนหน้า)
วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา
หลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นๆในที่ทำงานเก่า ผมจึงขอย้ายตัวเองมาทำงานที่สถานีวิทยุกระจากเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา ซึ่งงานวิทยุกระจายเสียงนี้ผมเคยทำมาตั้งแต่เริ่มบรรจุเข้าทำงานเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่งานใหม่สำหรับผมแต่อย่างใด ต่างกันก็ตรงสถานที่และเทคโนโลยีต่างๆที่ปัจจุบันพัฒนาจากการเปิดแผ่นเสียงมาใช้คอมพิวเตอร์แทน และสถานที่คือเมื่อก่อนบรรจุครั้งแรกที่ สวท.นครศรีธรรมราช แต่ตอนนี้ได้มาช่วยงานที่ สวท.สงขลา โดยหลังจากที่มาเห็นอาคารสถานที่ซึ่งเป็นอาคารเก่าสร้างตั้งแต่ปี 2511 หรือ 44 ปี มาแล้ว แต่ก็ได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอทำให้บรรยากาศที่นี่น่าทำงาน น่าอยู่มาก เพราะสะอาดสะอ้าน และการออกแบบตกแต่งได้อย่างลงตัว แม้ว่าปกติผมจะไม่นิยมสีม่วงแต่ก็แอบชื่นชมที่คนออกแบบเขาไม่ให้ดูม่วงจนน่าเกลียด
![]() |
| ห้องรับแขกและห้องทำงานของ สวท.สงขลา ที่ได้รับการออกแบบตกแต่งให้ทันสมัยแม้ว่าตัวอาคารจะสร้างมาสี่สิบกว่าปีแล้ว |
นี้คืองานแรกที่มารับหน้าที่ ที่ สวท.สงขลา ซึ่งได้ทำสกู้ปข่าวออกเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วย เหมือนกับเนื้อหาในสกุ้ปครับ บางครั้งการเป็นนักจัดรายการวิทยุหลายคนคิดว่าไม่ยาก แค่เข้าห้องส่งเปิดไมค์ แล้วก็พูดๆๆ แต่สิ่ง ที่พูดไปนั้นบางครั้งไร้สาระจนกลายเป็นขยะทางอากาศ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา เขาจึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึก ตลอดจนสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคนจัดรายการวิทยุกันตั้งแต่เด็กครับ....
ความแตกต่างแม้จะอยู่ใกล้กันแค่ 20 กิโลเมตร
แม้ว่าระยะทางจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 สงขลา รวมทั้งสำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 และ สวท.สงขลา จะมีระยะทางห่างกันแค่ 20 กิโลเมตร แต่บรรยากาศ สไตล์การทำงานและการใช้ชีวิตของที่นี่กลับแตกต่างอย่างลิบลับกับที่หาดใหญ่ เพราะที่ สวท.สงขลา ค่อนข้างที่จะอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยแบบพี่แบบน้อง อาจเป็นเพราะว่าจำนวนที่ไม่มากนักหรือจากปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกเป็นมิตรเมื่อแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือน น้องๆพี่ๆทุกคนจะทักทายโอภาปราศัยไม่มีหน้าบึ้งตึงแม้บางครั้งที่อาจมีบ้างยามอารมณ์ไม่ดี แต่สังเกตุมาหลายวันแล้วว่าน้อยครั้งมากจะมีการกระทบกระทั่งหรือทะเลาะเบาะแว้ง ต่างจากบรรยากาศการทำงานที่ผมเพิ่งก้าวออกมา
โครงการมอบหนังสือให้น้อง
เป็นความคิดริเริ่มของท่าน ผอ.ณรงค์ ชื่นนิรันดร์ และเจ้าหน้าที่ของ สวท.สงขลา ที่อยากทำเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม จึงได้ระดมความคิดกันและมาลงเอยที่การมอบความรู้ สติปัญญาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งหลังจากที่มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ออกไปก็มีผู้ฟังที่สนใจนำหนังสือมามอให้เป็นจำนวนมาก จากที่ผมสังเกตุได้เห็นว่าบางท่านรักษาหนังสือที่นำมาบริจาคไว้เป็นอย่างดีดูได้จากสภาพของหนังสือที่แม้จะผ่านกาลเวลาแต่ก็ยังอยู่ในสภาพที่ดี และที่น่ายกย่องก็คือแม้ว่าจะรักหนังสือมากแต่ก็สามารถตัดใจนำมาบริจาคเข้าร่วมโครงการกับ สวท.สงขลา ได้
![]() |
| ตัวอย่างของหนังสือที่ได้รับบริจาค ซึ่งเจ้าของเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี |
แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของคนทั่วๆไป แต่ก็เป็นเรื่องราวดีดี ที่ทีมงานสวท.สงขลา ได้ร่วมกับผู้ฟังแฟนๆรายการที่มีจิตศรัทธา ดำเนินการเพื่อเสริมอาวุธทางปัญญาแก่เด็กๆน้องๆนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล แม่ว่าปัจจุบันหนังสือออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาทดแทนหนังสือมากขึ้น แต่ความครอบคลุมของสัญญาณและเนื้อหาต่างๆทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยังไม่ได้บรรจุลงในหนังสือเหล่านั้น ทำให้หนังสือที่เป็นกระดาษก็ยังมีความสำคัญต่อการศึกษาหาความรู้แก่เด็กๆในท้องถิ่นต่างๆอยู่นั่นเอง ส่วนการมอบหนังสือครั้งต่อไปจะเป็นที่ไหนนั้น ผมจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปเรื่อยๆนะครับ...
ป้ายกำกับ:
สวท.สงขลา
ตำแหน่ง:
พะวง อ.เมือง จ.สงขลา 90100 ประเทศไทย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










