วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

สวนป้าจวนที่ม่วงงาม


ผืนแผ่นดินทำกินที่ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จนสามารถสร้างรายได้อย่างงดงามแก่ป้ารัญจวน  แก้วจินดา

         บ่ายสองโมงวันนี้(3 ม.ค.56) ผมมีนัดกับทางวิทยาลัยชุมชนสงขลา โดยน้องโอ๋ ซึ่งเคยฝึกงานที่ช่อง 11 เมื่อหลายปีมาแล้ว เพื่อสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยความขยันขันแข็งเป็นตัวอย่างแก่เด็กๆรุ่นหลังๆที่น่าจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยนัดเจอกันที่บริเวณสี่แยกม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านของป้ารัญจวน แก้วจินดา หรือ ป้าจวน อายุ 58 ปี ชาวบ้านม่วงพุ่ม ตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร ท่ามกลางสายฝนหลังปีใหม่ที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก่อนที่จะซาเม็ดลงเหมือนอยากให้เราได้ทำงาน โดยครั้งแรกเรากะว่าจะลงไปในพื้นที่สวน และไร่นา เพื่อชมพร้อมสัมภาษณ์กันในท้องนาเลย แต่ป้าจวนบอกว่า "อย่าเลยลูกมันทุลักทะเลมากหากจะลงไปวันนี้ เพราะฝนที่ตกลงมากว่าหนึ่งอาทิตย์ทำให้น้ำท่วมนาและพืชผัก เราคุยกันที่ขนำตรงนี้ก็ได้" ป้าจวนบอก คณะของเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่า โอเค. (เพราะจริงอย่างที่ป้าว่า) ก่อนที่เราจะเดินไปยังขนำข้างบ้านของ อ.มานพ  คงยะฤทธิ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนสงขลา ที่อยู่ใกล้ๆกับที่นาของป้าจวน และหลังจากที่นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระเสร็จ ผมจึงเริ่มถามถึงความเป็นมาในการทำอาชีพเกษตรของป้า 


          ป้าจวนเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรอย่างไรครับ? ผมถามแบบตรงๆ  : ป้าจวนหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า  "พื้นที่แถบๆนี้(คาบสมุทรสทิงพระ) เขาทำนามาตั้งแต่ในอดีตสลับกับบางครอบครัวที่ทำประมงเพราะความอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งเกิดกระแสการพัฒนามีการทำเกษตรและอุตสาหกรรมจากนายทุนเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เลี้ยงกุ้งกันจนทำนาไม่ได้เพราะน้ำเค็ม น้ำกร่อยที่ปล่อยออกมาจากนากุ้ง ทำให้พืชข้าว เรือกสวนไร่นาเฉาตายหมด ชาวบ้านจึงทิ้งไร่ทิ้งนาปล่อยให้เป็นนาร้าง หลายคนหันไปเป็นลูกจ้างในโรงงานหรือเฝ้านากุ้ง หลายคนก็ขายที่ดิน แต่ป้าก็ยังคงทำนาแม้ว่าจะเสี่ยงที่จะขาดทุนเพราะค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง จนกระทั่งประมาณปี 2541 หน่วยงานราชการได้ลงมาให้ความรู้และให้ความช่วยเหลือนำเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และการทำเกษตรโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือเกษตรอินทรีย์ มาให้ชาวบ้านลองทำลองปฏิบัติ ป้าจึงเริ่มลงมือทำโดยเริ่มจากพื้นที่ไม่กี่ไร่ ซึ่งครั้งแรกก็ยังไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง แต่หลังจากปีแรกผ่านไปป้าจึงเริ่มเข้าใจว่าเกษตรอินทรีย์มันคืออะไร และช่วยลดต้นทุนสร้างความเป็นอยู่เพิ่มรายได้ให้เราอย่างไร จากนั้นเพื่อนๆบ้านคนอื่นๆจึ่งค่อยๆมาเรียนรู้และทำตามจนขณะนี้จึงขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ"
         ถามจริงๆครับ ตอนนี้รายได้เป็นอย่างไรบ้าง?(ดีไหม)   : หลังจากที่ได้เรียนรู้ในเรื่องของเกษตรประณีตหรือเศรษฐกิจพอเพียงป้าจะไม่คิดในส่วนของรายได้เป็นหลัก โดยพืชผักที่เราปลูกได้ใครอยากได้มาขอแบ่ง ก็ให้ไปเขามีอะไรเขาก็มาแบ่งปันเรา ในหนึ่งวันถ้าป้าไม่ซื้อเนื้อหมูป้าแทบจะไม่ต้องใช้เงินเลย เพราะทุกอย่างในสวนเรามีทั้งหมด ทั้งข้าว พืชผัก ปลา แต่ถ้าถามว่าวันหนึ่งๆมีรายได้วันละเท่าไหร่ ก็พอจะบอกได้ว่าในแต่ละเช้าป้าเก็บผักที่ปลูกไว้ไม่ว่าจะเป็นโหรพา กะเพรา ขิงข่า ตะไคร้ ขายก็ตกวันละประมาณสี่ถึงห้าร้อยบาท ที่สำคัญผักพวกนี้ไม่ต้องดูแลอะไรมากแค่รดน้ำก็โตขายได้เงินแล้ว ที่สำคัญไม่ต้องลงทุนอะไรด้วย นี่คือรายได้ในแต่ละวัน

         แล้วอย่างอื่นล่ะ? ผมถามต่อ : นอกจากนั้นก็จะขายพืชผลไม้ตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นมะนาวที่ปลูกไว้กว่า 400 ต้น มะม่วง กล้วย รวมทั้งปลาในบ่อด้วย ป้าจวนตอบอย่างยิ้ม
        โอ้โห ถ้าอย่างนั้นปีหนึ่งๆ ก็หลายแสนสิครับ? : ป้าจวนหัวเราะพร้อมกับบอกว่าไม่ตอบได้ไหม ผมเลยบอกว่าได้ครับ (สงสัยป้าจวนกลัวผมยืมตังค์)

(ติดตามตอนต่อไป)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น